ป้าแต๋น เดือดจัด พูดถึงน้าแตครั้งสุดท้าย หลังสงสัยลุงพล ลั่นระวังคนใกล้ตัวให้ดีๆ

ป้าแต๋น เดือดจัด พูดถึงน้าแตครั้งสุดท้าย หลังสงสัยลุงพล ลั่นระวังคนใกล้ตัวให้ดีๆ

กรณีนายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล ลุงเขยของน้องชมพู่ ตกเป็นข่าวโด่งดัง ทำให้เกิดเป็นกระแสพลิกผัน และได้รับโอกาสทางด้านงานบันเทิง และโชว์ตัวตามสถานที่ต่าง ๆ ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

กระทั่งนายนรินทร์ หลาบโพธิ์ หรือ น้าแต ได้ไลฟ์สดผ่านช่องยูทูบส่วนตัว ชี้แจงว่าทำไมตาชาญ และยายสมควร ไม่ไปร่วมงานทำบุญบ้านลุงพลและป้าแต๋น เนื่องจากว่าไม่ได้รับคำเชิญ ตามที่เป็นกระแสวิจารณ์นั้น

ล่าสุดวันที่ 4 พ.ย.63 ทีมข่าวเดินทางมาพบกับ นางสมพร หลาบโพธิ์ หรือ ป้าแต๋น มีการอธิบายถึงประเด็นต่าง ๆ กรณีขึ้นบ้านใหม่ ตนยอมรับว่าไม่ได้ชวนพ่อกับแม่จริง ซึ่งใจจริงตนตั้งใจจะชวน แต่เนื่องจากมีครั้งหนึ่งที่ตาชาญมาที่บ้านตน โดยวันดังกล่าวมีรถแห่มาที่บ้าน เมื่อตาชาญมาร่วมงานอย่างสนุกสนาน แล้วปรากฏว่ากลับไปแล้ว ถูกลูก ๆ คนอื่น ๆ ดุ และถูกต่อว่าถึงขั้นถูกกังบริเวณ โดยเรื่องดังกล่าวมีคนมาเล่าให้ตนฟัง ก็ไม่ทราบว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่ส่วนตัวไม่อยากให้พ่อไม่สบายใจ หากมีงานที่บ้านตนแล้วกลับไปต้องเจอเรื่องแบบนี้ จึงตัดสินใจไม่ชวน

อีกอย่างตนพร้อมต้อนรับพ่อแม่เสมอ อย่างครั้งงานที่ตาชาญมาร่วม มารำ ตอนนั้นตนก็ไม่ได้ชวน ตาชาญก็มาเอง ซึ่งตนมองว่าพ่อแม่มีสิทธิ์ทุกอย่างอยู่แลัว ตนไม่อยากอธิบายมาก ไม่อยากพูดให้พ่อแม่ แต่การที่ตาชาญระบุในคลิปน้าแต อายที่จะมาโดยไม่ชวน ตนคิดว่า การที่ตนได้ยินว่าพ่อแม่อายที่จะมาหาลูก มันรู้สึกแย่กว่าที่พ่อแม่มาบ้านโดยไม่ต้องชวนเสียอีก ตนมองว่าบ้านเราไม่ไกลกัน พ่อแม่มีสิทธิ์ที่จะมา เพราะตนเป็นลูก

ส่วนที่ตนตัดสินใจไม่ชวน เพียงเพราะไม่อยากให้พ่อต้องมาบ้านตนแล้วกลับไปเจอเรื่องแย่ ๆ หรือกลับไปแล้วต้องไม่สบายใจ ซึ่งจริง ๆ ตนเตรียมชุดไว้ให้แม่ที่จะใส่มางานขึ้นบ้านใหม่ของตนแล้วด้วย

เรื่องการออกมาปกป้องพ่อแม่ ตนคิดว่าการปกป้องในโซเชียลฯ จะทำได้อย่างไร ยิ่งแก้ยิ่งห้ามคำวิจารณ์ไม่ได้ แต่กลับให้เรื่องมันหนักกว่าเดิม อย่างกรณีที่โซเชียลฯ บอกว่า พ่อแม่ลำเอียง ซึ่งตนก็อยากให้ดูความเป็นจริง พ่อแม่หากคิดว่าตนเป็นลูก ก็สามารถมาบ้านตนได้ ไปหาน้องได้ ก็จะทำให้โซเชียลฯ เขาเห็นเอง

แต่อีกอย่างตนไม่เคยโทษพ่อแม่เลย เพราะพ่อแม่เป็นชาวบ้าน ที่ไม่อ่าน ไม่สนใจ ไม่มีโซเชียลฯ ตนไม่อยากให้เอาพ่อแม่มาเกี่ยวข้อง ดังนั้นพ่อแม่รู้เรื่องโซเชียลฯ ได้ ก็เพราะลูก ๆ เป็นคนเอาให้ดู และพ่อแม่ก็จะเครียด ทุกข์ทรมาน ตนอยากถามว่าแค่นี้พ่อแม่ไม่ทุกข์ทรมานใจพอแล้วเหรอ แล้วน้องยังเอาโซเชียลฯ ให้ดูแบบนี้ ยิ่งทำให้พ่อแม่ออกมาตอบโต้ เหมือนเป็นการทำร้ายพ่อแม่กว่าเดิม ตนอยากถามว่าทำเพื่ออะไร อีกอย่างคอมเมนต์ คำวิจารณ์ดี ๆ เคยเอาให้พ่อแม่อ่านหรือไม่

การไม่ปกป้องในโซเชียลฯ ที่ตนไม่อยากให้สนใจ เพราะเราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ปกป้องไปก็มีขึ้นมาอีก เราคงตอบไม่ไหว ยิ่งตอบยิ่งมีมากขึ้น ดังนั้นต้องเลือกรับข้อมูล อะไรไม่ดีก็ไม่ต้องเก็บมาคิด คนในโซเชียลฯ ไม่ได้เอาอะไรให้เรากิน

ส่วนเงินตนงยอมรับว่า มีให้เล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง อย่างเรื่องเงิน 12,000 บาท ที่เป็นค่าปุ๋ย ตนให้จริง ซึ่งน้าแตไม่ทราบ เพราะตนเอาให้กับพ่อ ตนเป็นหนี้พ่อเมื่อ 1 – 2 ปีก่อน โดยนำบัตรเกษตรกรของพ่อไปรูด ช่วงนั้นตนจำไม่ได้ว่าเดือนไหน ตนตั้งใจเอาเงินให้พ่อ 2,000 บาท เพื่อไว้ให้ใช้ แต่พ่อสอบถามเรื่องเงินค่าปุ๋ย ตนจึงถามว่ายอดเงินเท่าไร พ่อบอกว่า 7 – 8 พันบาท ตนจึงไปเอาเงินในรถ ซึ่งลุงพลจอดอยู่ตรงหน้าบ้านพ่อ จากนั้นก็นำเงินมาให้พ่อ รวมวันนั้นคือ 12,000 บาท

ครั้งอื่น ๆ ตนก็มีนำเงินให้บ้างตามโอกาส ไม่ได้ระบุว่าต้องให้เมื่อไร ล่าสุดและเป็นครั้งเดียวที่ฝากย่าอชิไป 2,000 บาท เป็นเงินค่าหวายที่ตนสั่งกับพ่อ เพราะตนเห็นพ่อขายอยู่หน้าบ้าน แต่ขายไม่หมด ซึ่งราคาหวายเพียง 250 บาท แต่ตนให้พ่อไป 2,000 บาท เพราะตั้งใจจะให้

ทั้งนี้ตนพูดมาตลอดว่า ตนขอเหลือพ่อไว้คนหนึ่ง คนอื่น ๆ จะไปให้กำลังใจน้อง อยู่ข้างน้องตนไม่ว่า แต่หลัง ๆ ตนก็เข้าไปบ้านพ่อยาก จึงเลือกไม่เข้าไป ตนไม่อยากให้พ่อแม่ไม่สบายใจเวลาตนเข้าไปบ้าน การที่น้องเอาพ่อแม่มาสัมภาษณ์แบบนี้ เหมือนน้องเอาพ่อแม่มาขาย ทำให้คนไม่พอใจ พ่อแม่ไม่ต้องรับรู้อะไร หากรักพ่อแม่ไม่ควรทำแบบนี้

อย่างที่น้องบอกว่า น้องเสียความรู้สึกที่ตนไม่ปกป้อง แต่ตนคิดว่า ตนและลุงพล เจอมาหนักกว่า ตนสามารถฟ้องร้องได้ แต่ตนคิดว่าครอบครัวเราคุยกันได้ ตนรักพ่อแม่เหมือนเดิม ตนคิดว่าคือครอบครัวเสมอ ส่วนน้อง น้องบ้าไปแล้ว ทำไมต้องแชร์ ทำเหมือนสัมภาษณ์ มันไม่เหมาะ ไม่ควรที่จะทำ ตนอยากให้พ่อแม่อยู่ในโลกของพ่อแม่ หากเป็นคนรักครอบครัว เราคุยกันในบ้านได้ไหม อ่อนลงสักนิดได้ไหม ถ้ายังคิดว่าลุงพลเป็นคนร้าย ขอให้ระวังคนใกล้ ๆ ตัวไว้บ้าง

ทีมข่าวสอบถาม นายไชย์พล วิภา ลุงของชมพู่ เปิดเผยว่า เรื่องหนี้สินที่ตนติดตาชาญ ยอมรับว่าติดจริง แต่ไม่ได้เป็นการเอาเงินตาชาญมา เป็นการนำบัตรสินเชื่อเกษตรกรของตาชาญไปรูดซื้อปุ๋ย ซึ่งเป็นมาหลายปีแล้ว โดยเงินนี้หากไม่ชำระคืน ก็เพียงจ่ายดอกไป ตอนนั้นตนก็ยังไม่มีเงินจะชดใช้ แต่เมื่อตนมีงาน แล้ววันนั้นตาชาญถามเรื่องเงินกับป้าแต๋น จึงนำเงินไปชำระ 12,000 บาท ซึ่งตนก็อยู่ในรถยนต์หน้าบ้านตาชาญ ขณะที่ป้าแต๋นเดินลงจากรถเอาเงินมาคืนให้

ปกติตนไม่ได้รู้เรื่องเงินเท่าไร อย่างวันที่ 24 ต.ค.63 ที่ป้าแต๋นนำเงินให้ตาชาญค่าหวาย ตนก็เพิ่งทราบเรื่องตอนที่เป็นข่าว ส่วนตัวไม่ได้ตกลง หรือคุยกับป้าแต๋นว่าต้องให้เงินพ่อแม่เท่าไร ตนก็มีภาระใช้จ่าย มีโอกาสตนก็ให้ อย่างเมื่อก่อนตอนที่ตนทำสวน กรีดยาง ได้เงินมาก็ฝากป้าแต๋นไปให้แม่ยายบ้าง 300 – 400 บาท ซึ่งตนก็ให้นานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาให้ตอนนี้

เรื่องที่น้าแตพูดว่าบางคนเล่นละครมาหลายเดือน ตนไม่ได้สนใจ ซึ่งหากน้าแตรู้อะไรก็ให้พูดออกมา ตนยังยืนยันว่าวันที่น้องชมพู่หายตัวไป ตนไม่ได้เจอน้องชมพู่เลย ตนไม่ได้แสดงละครอะไร ตนยังยืนยันว่าจะหาคนผิดในเรื่องนี้ต่อไป

การไม่ออกมาปกป้องพ่อตาแม่ยายที่ถูกโซเชียลฯ ต่อว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้เราไม่ควรไปยึดติด เราไม่รู้คนในโลกโซเชียลฯ ความจริงมันอยู่ที่บ้าน อยู่ที่ตัวเรา อย่าที่ตนโดนโซเชียลฯ รุมต่อว่า เรื่องให้กำลังใจ “แก๊งบางบัวทอง” ส่วนตัวไม่รู้จักด้วยซ้ำอะไรคือแก๊งบางบัวทอง ตนก็ไม่ได้ตอบโต้ มันก็แล้วแต่คนจะนำไปเสนอ สำนักข่าวที่จะนำไปพาดหัว แต่ตนรู้อยู่แก่ใจว่าตนไปให้กำลังใจทนายโนบิตะ ในฐานะคนรู้จัก อีกอย่างตนไม่ได้ไปคนเดียว ตนก็ไปกับพี่น้ำฟ้า แฟนหมอปลา

ขอบคุณ ทุบโต๊ะข่าว