พูดมาได้เต็มปาก เงินบริจาค บางส่วน ใช้ทำพิธีน้องชมพู่ ส่วนที่เหลือให้ สะดิ้ง

พูดมาได้เต็มปาก เงินบริจาค บางส่วน ใช้ทำพิธีน้องชมพู่ ส่วนที่เหลือให้ สะดิ้ง

จากกรณีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ เด็กหญิงวัย 3 ขวบ ที่เสียชีวิตบริเวณป่าภูเหล็กไฟ บ้านกกกอก หมู่ 2 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ขณะนี้ยังไม่สามารถจับคนร้ายได้ ต่อมากลายเป็นที่จับตามองอย่างมากเมื่อนางสาวิตรี วงศ์ศรีชา แม่น้องชมพู่ เปิดใจยอมรับว่าสงสัยลุงพลนั้นเป็นผู้ก่อเหตุกับน้องชมพู่ ซึ่งทางด้าน ลุงพล ทนไม่ไหว ประกาศตัดญาติทันที พร้อมแฉความลับของแม่น้องชมพู่ ว่าไม่เคยขึ้นไปภูเหล็กไฟเลย ไม่ยอมไปดูสถานที่เกิดเหตุเลยแม้แต่ครั้งเดียวจนชาวบ้านต่างสงสัยและพูดกันต่างๆนาๆ หรือกำลังกลัวอะไรบางอย่าง

ต่อมามีประเด็นซุบซิบ ในชุมชนท้องถิ่นบ้านกกกอก ว่า ทางน้าแตเปิดรับเงินบริจาค โดยมีเงินโอนเข้าบัญชีนับล้านบาท ซึ่งทาง แม่ของน้องชมพู่ ได้ออกมาอธิบายในประเด็นนี้ว่า เรื่องของการบริจาคนั้นไม่เป็นความจริง ส่วนเรื่องการโอนเงินนั้นมีจริง เพราะมีคนโทรศัพท์มาขอเลขที่บัญชีเพื่อช่วยทำบุญ โดยเงินช่วยทำบุญตั้งแต่วันที่ออกค้นหาเรื่อยมาจนถึงวันนี้รวมเงินแล้วประมาณ 50,000 กว่าบาท

ล่าสุด ทางเพจ ออยศรีและผองเผือก โพสต์ข้อความระบุว่า ขอไม่พูดเรื่องภาษากาย มีผู้คนมากมายติดใจสงสัยว่าเป็นไปได้ไหมว่าทุกอย่างถูกสร้างขึ้นเพื่อการเปิดรับบริจาค จุดเริ่มต้นคือเอาน้องไปซ่อน วันที่ 11 กลางวันน้องอาจจะไม่ได้หายแต่ก็ให้หลบอยู่ในบ้านพอค่ำก็เอาน้องไปซ่อนกันบนเขา แต่อาจจะมีการดูแลที่ดีโดยการปล่อยไว้คนเดียวแต่มีคนแอบดูใกล้ๆตลอด ที่ให้ทำแบบนั้นเพราะว่าถ้าหลังจากเอาน้องกลับมาแล้วถ้ามีใครถามน้องน้องก็จะบอกว่าหลงไปคนเดียว อยู่คนเดียว คือเพราะคืนวันที่ทุกคนขึ้นไปตามหาเกือบถึงจุดเจอน้องแล้วแต่พ่อกลับบอกทุกคนแบตไฟพ่อจะหมดซึ่งไม่รู้ว่าพ่อเปิดต่อยาวลงมาถึงบ้านไหม แล้วเหตุผลไหนที่คนหลายคนจะหันหลังกลับกันหมดจากเพียงแค่คนๆเดียวไฟจะหมด ที่จำเป็นต้องสงสัยเรื่องนี้ก้วยเพราะว่า

หลังจากเจอร่างน้องแล้วน้าก็แจกเลขบัญชีราวกับคนทั้งประเทศร้องขอเพื่อนจะโอนไปให้ ไม่พอในไลฟ์สดยังคงพูดอีก ในไลฟ์นี้พูด2รอบแต่ขอตัดมารอบเดียว ตอนแรกศรีก็ไม่อยากจะเอาเรื่องเงินบริจาคมาคิดเยอะจนในไลฟ์เห็นทางคุณน้าเขาระบุว่าจะทำบุญแล้วเอาเงินที่เหลือเป็นทุนการศึกษาให้ดิ้ง พี่สาวชมพู่ แล้วบอกคือง่ายๆว่าไม่ต้องห่วงเงินจะเอาไปทำประโยชน์แน่นอน ชวนบ่อย ชวนเก่งเกิ๊น.. แล้วมันก็คนละวัตถุประสงค์ด้วย ดูมีความแทรกความดราม่าไว้ในรูปแบบที่ไม่มีน้ำตา คือเจตนาแรกเริ่มอาจจะไม่ตั้งใจให้ตายแต่มันพลาดไปแล้วการบริจาคจากคนไทยที่แสนใจดีควรเดินหน้าต่อแต่คดีพลิกไปหมด แบบนี้พอมีความเป็นไปได้ไหมคะ

#ส่วนตัวอยากถามแค่ว่าเงินทำบุญที่คนบริจาคตอนนี้เท่าไหร่แล้ว แล้วทำไมต้องนำเสนอว่าจะเอาไปให้ดิ้งเป็นทุนการศึกษา และอยากรู้ว่าใครหนักหนาขอเลขบัญชี น้องดิ้งเสียเสาหลักครอบครัวหรือเสียน้องสาวด้วยน้อย ทำไมเอาน้องมาหาเงินทำบุญไปทำแบบนั้น

ทั้งนี้ ย้อนไปเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2563 กรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เชิญ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติชี้แจงการปฏิบัติงาน ในการสืบสวนหาคนร้ายในคดีน้องชมพู่ เสียชีวิตปริศนาในป่า จ.มุกดาหาร เนื่องจาก คดีนี้ที่มีการเรียกประชาชนมาสอบสวนมากเกือบ 1,000 คน จึงตั้งคำถามว่ามีธงต้องการหาแพะมารับโทษเพื่อปิดคดีหรือไม่

ซึ่งทางด้าน พลตำรวจเอกสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. ยืนยันว่าการให้ข่าวเรื่องนี้ตำรวจให้ข่าวน้อยมาก โดยยืนยันการสืบสวนคดีนี้เริ่มจากตำรวจในท้องที่ และมีการมีการประสานให้ทีมสืบสวนส่วนกลางเข้าข่าย เพราะมีความยากลำบากในการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน ส่วนที่ต้องตรวจดีเอ็นเอ เพราะมีการพบวัตถุพยานหลายอย่างจากร่างกายของน้องชมพู่ การตรวจดีเอ็นเอจึงจำเป็นเพื่อหาว่าใครมีความเกี่ยวพันธ์บ้างและประชาชนกว่า 900 คนที่เป็นข่าวถูกเรียกสอบ เป็นแค่การพูดคุยกัน ไม่ได้เป็นการบังคับหรือ ละเมิด ทุกคนที่พูดคุยด้วยความสมัครใจและคดีนี้พยานจริงๆ ในสำนวน เพียง 63ราย และที่ผ่านมาไม่เคยมีประชาชนการร้องเรียนว่าถูกตำรวจคุกคาม และการเก็บดีเอ็นเอ ทำตามกฎหมายมาตรา 131 ป.วิอาญา มีการเก็บดีเอ็นเอ เพียง 100กว่ารายเท่านั้น คดีอื่นบางคดี มีการเก็บดีเอ็นเอมากกว่านี้

รอง ผบ.ตร.กล่าวว่าคดีนี้ เป็นคดีแรกในชีวิตที่มีประเด็นให้นำเสนอข่าวทุกวัน ยืนยันว่าไม่มีใครกดดันเจ้าหน้าที่ได้ แต่การนำเสนอข่าวทำให้การทำงานยากขึ้นบ้าง ยืนยันว่าข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ ตำรวจรับฟังทุกด้าน มีการฟังพยานจากทุกคน แต่ต้องแยก ข้อเท็จจริง กับ ข้อสันนิฐาน ให้ออก เพราะหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ไม่ตอบทั้งหมด การสืบสวนต้องดูทุกอย่างประกอบกัน ส่วนประเด็นตั้งธงหาแพะรับโทษนั้น นืนยันว่าการทำคดีไม่ได้จำเป็นที่ต้องจับคนร้ายได้ทุกคดี แม้จะตรวจดีเอ็นเอ 700-800 บางคดีก็ยังจับไม่ได้ หลายเรื่องทำเป็นปีๆก็ยังไม่จบ ย้ำว่าคดีนี้ไม่มีทางกดดันได้ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน กดดันให้ตายยังไงก็ทำไม่ได้ ตำรวจไม่เคยทำนอกกติกา

ส่วนประเด็นละเมิดทางเพศนั้น ศ.นพ.วิรัติ พาณิชย์พงษ์ กรรมการแพทยสภากล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมีกรรมการขึ้นมาเปรียบเทียบการผ่าศพ 2 ครั้ง เหมือนกับคดีนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ เพื่อผ่าครั้งที่3 ว่าแตกต่างอย่างไร ซึ่งให้แพทยสภารับผิดชอบเรื่องนี้ได้ เพราะคดีนี้พฤติการณ์ตายยังไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรแต่กลับมีการข้ามขั้นไปตรวจดีเอ็นเอหาสาเหตุการตายแล้วซึ่งมีมันเป็นเรื่องยาก เพราะศพเน่าไปแล้ว ดังนั้นต้องหาสาเหตุการตายให้ได้ก่อนว่ามีข้อสันนิษฐานอย่างไร

ด้าน พ.ต.ต. นพ.ณัฐพงศ์ กิตติโสภณพันธุ์ แพทย์นิติเวช รพ.ตำรวจ ยืนยันว่าการชันสูตรครั้งที่2 ที่พบบาดแผลฉีกขาดบริเวณอวัยวะเพศจริง แต่อาจเกิดจากการผ่าครั้งแรกหรืออาจเกิดจากการเคลื่อนย้ายศพ จึงยืนยันว่าไม่ได้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และไม่สามารถสรุปสาเหตุการตายได้ว่ามาจากอะไร เพราะพฤติกรรมการตาย ไม่สามารถตอบได้แน่ชัด ว่ามีใครทำให้ตายหรือไม่

ขณะที่ นพ.ศักดิ์สิทธิ์ บุญลักษณ์ หัวหน้ากลุ่มงานนิติเวช โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ผู้ผ่าชันสูตรศพน้องชมพู่คนแรก ยืนยันว่าไม่มีบาดแผลที่ส่งผลถึงแก่ความตายไม่มี มีเพียงบาดแผลที่เป็นรอยขีดข่วนเท่านั้น